วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ของดีอย่างที่7 วัดไก่จ้น





ประวัติวัดไก่จ้น

              วัดไก่จ้น  ถิ่นกำเนิดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต  พรหมรังสี) ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านไก่จ้น  หมู่ที่ ๑๐ ตำบลท่าหลวง  อำเภอท่าเรือ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  วัดตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควป่าสัก  อาณาเขตทิศเหนือยาว ๑๑๐  เมตร ติดต่อกับทางสาธารณะและที่ดินของเอกชน ทิศตะวันออกยาว ๑๙๘ เมตร ติดต่อกับชลประทานท่าหลวงและแม่น้ำแควป่าสัก ทิศใต้ยาว ๑๕๐ เมตร ติดต่อกับทางสาธารณะและที่ดินของเอกชน ทิศตะวันออกยาว ๑๙๘  เมตร  ติดต่อกับชลประทานท่าหลวงและทางสาธารณะ ทิศตะวันตกยาว ๑๙๐  เมตร ติดต่อกับที่ดินของเอกชน และแม่น้ำแควป่าสัก  พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมแม่น้ำแควป่าสัก

    วัดไก่จ้น  เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณ  ไม่มีหลักฐานที่ปรากฏชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตั้งขึ้นเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๕  เดิมเรียกว่า วัดบ้านไก่จ้น”  มีหลักฐานปรากฏอยู่ในใบพระราชทานวิสุงคามสีมาอุโบสถหลังเก่า  ความว่า  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  ได้รพราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่ วัดบ้านไก่จ้นแควนครน้อย  แขวงกรุงเก่า ซึ่งมีเจ้าอธิการดิสเป็นเจ้าอาวาส  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑


              เมื่อคราวพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕  เสด็จประพาสวัดสะตือ  ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดบ้านไก่จ้น  เจ้าอธิการดิสได้แต่งซุ้มรับเสด็จฯ  ที่หน้าวัดบ้านไก่จ้น  โดยแต่งซุ้มเป็นรูปไก่ประดับไฟตะเกียงพร้อมทั้งเขียนโคลงยอพระเกียรติไว้ ๑ บท  มีผู้จำได้เพียงตอนท้ายว่า ดับร้อนราษฎร์เกษมทรงสนพระราชหฤทัยเจ้าอธิการดิสเจ้าอาวาสวัดบ้านไก่จ้น  ที่เขียนคำโคลงยอพระเกียรติ แต่งซุ้มรับเสด็จฯ  ประกอบทั้งคุณงามความดีของเจ้าอธิการดิสในด้านการศึกษาและการพัฒนาวัดจึงโปรดฯ ให้อาราธนาไปอยู่วัดสุวรรณดาราราม  อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชทานสมณศักดิ์ที่พระสวรรณวิมลศิล เป็น  เจ้าอาวาสวัดสวรรณดาราราม ตั้งแต่ ปีพ.ศ. ๒๔๔๕  จนถึงมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๖๔


และเมื่อก่อนนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ  วัดไก่จ้น ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑  ทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ  ทรงตัดหวายลูกนิมิต  ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ที่เกตพระประธานในอุโบสถ  ทรงตัดหวายลูกนิมิต         ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ที่เกตพระประธานในอุโบสถ  ทรงตัดหวายลูกนิมิต  ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ที่เกตพระประธานในอุโบสถ  และพระประธานจำลองพระประธานอุโบสถ
               
          ทรงพระราชทานของแก่ผู้มีจิตศรัทธาโดยเสด็จพระราชกุศล  ทรงปลูกต้นพิกุลด้านหน้าอุโบสถ  ทรงลงพระปรมาภิไธยและนามาภิไธยที่แผ่นศิลา  ทรงพระสุหร่ายพระประธานในอุโบสถ และพระประธานจำลองพระประธานอุโบสถ  ทรงพระราชทานของแก่ผู้มีจิตศรัทธาโดยเสด็จพระราชกุศล    ทรงปลูกต้นพิกุลด้านหน้าอุโบสถ ๒ ต้น  ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์บำรุงวัดไก่จ้น  ๑๐,๐๐๐ บาท และเสด็จฯเยี่ยมประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จฯ

ของดีอย่างที่6 ต้นไม้ดัด

ไม้ดัดเป็นงานศิลปไทยโบราณชนิดหนึ่งที่นิยมเล่นกันมากจนถึงปัจจุบัน โดย
มีการเล่นไม้ดัดไทยตั้งแต่สมัยโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นการเล่นเพื่อศิลปะและ
ความเพลิดเพลิน เป็นกิจกรรมของคนมีเวลาว่าง เป็นศิลปะที่สะสมไว้อวดกันและยัง
ช่วย ผ่อนคลายสำหรับผู้ที่เครียดกับการงาน เมื่อลงมือดัดหรือตกแต่งไม้ดัดจะช่วยให้
สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างน่าประหลาด ที่สำคัญที่สุดคือใช้เป็นไม้ประดับตามสถานที่ต่าง ๆ จัดเป็นสวนหย่อมก็ให้ความโดดเด่นสวยงาม ปัจจุบันมีผู้นิยมหันมาเลี้ยงไม้ดัดไทยเป็น
เชิง พาณิชย์กันมากเพราะเป็นที่นิยมของตลาด
         อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่ากันว่าเป็นแหล่งไม้ดัดไทยจำพวก
ตะโก ข่อย ฯลฯ ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ฝีไม้ลายมือในการสร้างสรรค์
ไม้ประดับ เหล่านี้เป็นเยี่ยมไม้แพ้ที่อื่น หรืออาจกล่าวได้ว่าฝีมือนั้นจัดอยู่ในอันดับ
ต้น ๆ ของประเทศเลยทีเดียว เป็นที่รู้จักของผู้รักไม้ดัดไทยเป็นอย่างดี เดิมเป็นแหล่ง
ไม้ตะโกและข่อยมากเป็นที่หนึ่ง ในปัจจุบันต้องนำไม้จากที่อื่นมาทำไม้ดัด บอนไซ
         ไม้ที่จำหน่ายจะแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ไม้ป่า ซึ่งเป็นไม้ไทยขนาด
ใหญ่ ได้แก่ ไทร ตีนเป็ด หรือต้นสัตบรรณ มะยม มะรุม หว้า มะขามป้อม พิกุล ยาง ปีป อินจัน ฯลฯ






ของดีอย่างที่5 ขนมบ้าบิ่น

ต่อไปนะคับเรามารู้จักของอร่อยขึ้นชื่อของอำเภอท่าเรือกันเลยนะคับ นั้นก่คือขนมบ้าบิ่น
เรามาดูประวัติของเขากันจากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันหลายท่าน ก็ทำให้เราได้ทราบว่า ขนมบ้าบิ่นท่าเรือนั้นมีการผลิตจำหน่ายมานานเกือบร้อยปีทีเดียว เจ้าแรกจริงที่ผลิตจำหน่ายในอำเภอท่าเรือ นั้นคือ ย่าคร้าม ปู่ปลอด ต้นตระกูล เอิบกมลบ้านอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลวังแดง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ผลิตขนมบ้าบิ่นที่มีลักษณะคล้ายขนมปิ้ง ขนมของไทยเราดั้งเดิมนี่เอง ซึ่งมีส่วนผสมของมะพร้าว แป้งข้าวเหนียว น้ำตาลทราย รสชาติที่ออกมาจะหอมหวาน แต่ก็ยังไม่อร่อยเท่ากับขนมบ้าบิ่นในปัจจุบัน ที่มีการพัฒนาปรับปรุงให้รสชาติดีขึ้นมาตลอดต่อมาในราวปี พ.ศ. ๒๔๘๓ แม่เสียน เอิบกมล (ปรีชากุล) ผู้ได้รับมรดกทางฝีมือในการทำขนมบ้าบิ่นจากบรรพบุรุษ ก็ได้มาผลิตอยู่บ้านเลขที่ ๔๑๓/๖ ซอยเทศบาล ๓ ตำบลท่าเรือ แล้วนำไปจำหน่ายบนชานชาลาสถานีรถไฟท่าเรือและได้พยายามปรับปรุงรสชาติให้ดีขึ้นมาตลอด (ปัจจุบันนี้แม่เสียน ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ) แต่มีคุณเกษม จนดา (เอิบกมล) ซึ่งเคยเป็นลูกมือช่วยแม่เสียนทำการผลิตมาหลายสิบปี ก็ยังผลิตขนมบ้าบิ่นจำหน่ายสืบทอดเป็นมรดกอยู่ต่อไป นับได้ว่าขนมบ้าบิ่นแม่เสียน ผลิตมานานกว่า ๕๐ ปี

          ขนมบ้าบิ่นท่าเรือ นั้นผลิตจำหน่ายมานานจนเชื่อได้ในคุณภาพของความอร่อยปัจจุบันมีผลิตกันหลายเจ้า เช่น ขนมบ้าบิ่นแม่เสียน ที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและรับพระราชทานโล่ในงานศิลปาชีพ ณ พระราชวังบางปะอินเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ และเจ้าที่ทำการผลิตมีชื่อเสียงควบคู่กันมาก็มีขนมบ้าบิ่นแม่อู๊ด ซึ่งผลิตมานานกว่า ๓๐ ปี และได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในงานศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะหลังก็มีขนมบ้าบิ่นแม่ปลั่ง ศรีพยัคฆ์ ท่าลาน ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดขนมบ้าบิ่นในงานของดีอำเภอท่าเรือ ที่จัดโดยสภาวัฒนธรรมอำเภอท่าเรือ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ยังมีขนมบ้าบิ่นแม่อุษา ตำบลท่าหลวง ขนมบ้าบิ่นแม่ประเทือง ดาวอุดม บ้านปากท่า และภายหลังนี้ยังมีผู้ผลิตจำหน่ายเพิ่มขึ้นมาหลายราย เช่น ขนมบ้าบิ่นแม่จำปี ตลาดหม่อมเจ้า ขนมบ้าบิ่นแม่ทองสุข (นางทองสุข พึ่งเณร) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดขนมบ้าบิ่นในงาน เทศกาลผักกางมุ้งฟื้นฟูวัฒนธรรม มหกรรมของดีอำเภอท่าเรือเมื่อวันที่ ๖-๗ เมษายน ฑ.ศ. ๒๕๔๓ และยังมีขนมบ้าบิ่นมะลิวัลย์ และบ้าบิ่นนางพยอม คงเจริญรส ฯลฯ


ของดีอย่างที่4 ตลาดท่าเรือหรือตลาด100ปี

ต่อไปเรามารู้จักกับตลาด100ปีของอำเภอท่าเรือกันนะคับ  ตลาดท่าเรือนั้นมีอายุประมาน100ปี ซึ้งปัจจุบันตลาดท่าเรือนั้น ผสมบ้านแบบเก่า กะบ้านแบบใหม่แล้ว  แต่ส่วนใหญ่ก่ยังคงเป็นบ้านไม้แบบเก่าอยู่  ด้านหลังของตลาดนั้นจะติดกะแม่น้ำป่าสัก
นี้เป็นรูปร่างของบ้านในตลาดนะคับ

ของดีอย่างที่3สะพานจักรี


สำหรับท่านที่เคยนั่งรถไฟสายเหนือท่านต้องเคยผ่าน สะพานรถไฟที่เก่าแก่ ชื่อ “สะพานจักรี” สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ) 118 ตรงกับปีคริสต์ศักราช (ค.ศ) 1899 หรือ พ.ศ. 2442 ตรงกับสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕


วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

ของดีอย่างที่2 เขื่อนพระรามหก

ต่อจากวัดเราจะไปเขื่อนกันนะคับ

นี้คือเขื่อนพระรามหก


ประวัติความเป็นมา
    เขื่อนพระราม 6 สร้างปิดกั้นแม่น้ำป่าสักที่คุ้งยางนม ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นเขื่อนทดน้ำและระบายน้ำแห่งแรกใน ประเทศไทย โดยได้ เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2458 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2467 
ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสื้น จำนวน 15,494,452 บาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 
ได้เสด็จ พระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 พระราชทานนามว่า
  "เขื่อนพระเฑียรราชา"
และทรงโปรด เกล้าให้เปลี่ยนนามเป็น
   "เขื่อนพระราม 6"
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2467

ของดีอย่างแรก วัดสะตือ



เริ่มต้นด้วยท่าไปอำเภอท่าเรือต้องไปวัดสะตือเป็นอันดับแรก


ประวัติวัด


วัดสะตือ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๐ บ้านท่างาม หมู่ที่ ๖ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ตามหลักฐานเดิมวัดมีพื้นที่ประมาณ ๓๗ ไร่ แม่น้ำป่าสักได้กลืนที่ดินวัดแหว่งเว้าไปทีละนิด ทีละหน่อย ตั้งแต่สร้างเขื่อนพระราม ๖ เป็นต้นมา ที่ดินหน้าวัดหายลึกไปประมาณ ๒๐ วา เมื่อทางกรมที่ดินออกโฉนดที่ดินวัดให้ใหม่เหลือที่ดินซึ่งมีเนื้อที่เพียง ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา เลขที่โฉนดที่ดิน ๗๐๗๑ เลขที่ดิน ๖๙๙ อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๒๔๐ เมตร ติดต่อกับที่ตั้งบ้านเรือนของประชาชน ทิศใต้ยาว ๔๐ เมตร ติดต่อกับที่ตั้งบ้านเรือนของประชากร ทิศตะวันออกยาว ๑๖๐ เมตร ติดต่อกับแม่น้ำแควป่าสัก ทิศตะวันตกยาว ๒๔๐ เมตร ติดต่อกับถนนเข้าหมู่บ้าน






เหตุผลที่ต้องไปเป็นอันดับแรกเพราะเป็นวัดที่มีพระนอนใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งหนึ่ง


แระจะมีนักท่องเที่ยวต่างๆมากราบไหว้อยู่สม่ำเสมอ


ส่วนใหญ่ที่วัดจะชอบจัดงานในทุกๆช่วงของเทศกาลของไทย